เศรษฐีมือใหม่ อ่านก่อนลงทุน เล่นหุ้น 

เล่นหุ้น

หลายคนมีความคิดอยาก เล่นหุ้น แต่ในใจยังกล้า ๆ กลัว ๆ และไม่รู้ว่าต้องเริ่มจากตรงไหน ต้องเปิดบัญชีอย่างไร ใช้เงินแค่ไหน แล้วซื้อ-ขายอย่างไรล่ะ หุ้น (Stock) ก็คือตราสารทุนที่บริษัทนั้นออกและเสนอขายให้ประชาชนทั่วไป เพื่อระดมทุนนำเงินที่ได้ไปลงทุนในกิจการของบริษัทนั้น ทั้งนี้ เมื่อเราลงทุนไปในหุ้นของบริษัทใด เราจะมีฐานะเป็น “เจ้าของกิจการ” ของบริษัทนั้น ถ้าบริษัทดำเนินไปได้ดี เราก็จะได้กำไร แต่ถ้าบริษัทมีปัญหา เราก็ประสบปัญหาขาดทุนได้ นี่ก็คือความเสี่ยงที่ได้จากการลงทุนในหุ้น ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนในรูปแบบอื่น เช่น พันธบัตร หุ้นกู้ แต่ก็เป็นทางเลือกที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงเช่นกัน

ใครๆ ก็ว่า เล่นหุ้น ไม่ใช่เรื่องยาก และมีข้อดีหลายอย่าง ตั้งแต่การสร้าง Passive income, การมีหุ้นก็เหมือนเป็นเจ้าของธุรกิจ ไปจนถึงการเล่นหุ้นคือการลงทุนที่ดีที่สุด แต่โลกความเป็นจริงไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะโลกของการลงทุนมีทั้งกำไรและขาดทุน หรือหากจะลงทุนเฉพาะในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ก็มีหุ้นให้เลือกมากกว่า 600 บริษัทฯ แล้วถ้าจะเริ่มต้นเล่นหุ้น ลงทุนในหุ้น ต้องเริ่มตรงไหน วันนี้เราชวนคุณมาเตรียมตัวลงทุนด้วย 5 สิ่งที่ต้องรู้ก่อนลงทุนกัน

1.สำรวจตนเองว่า ทำไมถึงอยากลงทุน

  1. สไตล์การลงทุน เล่นหุ้น แบบไหนดี
  2. เลือกโบรกเกอร์ (และวิธีการเปิดบัญชี)
  3. ศึกษาข้อมูลพื้นฐานหุ้น
  4. ถ้ายังไม่มั่นใจ “ทดลองเล่นหุ้น” ก่อนได้

 

ซื้อ-ขายหุ้นต้องเสียค่าธรรมเนียมไหม ?

  1. ค่าธรรมเนียมบริษัทหลักทรัพย์

          – ขึ้นอยู่กับบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) แต่ละแห่ง ที่จะคิดค่าธรรมเนียมไม่เท่ากัน บางแห่งกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ

          – ขึ้นอยู่กับประเภทของบัญชีที่เปิดว่าเป็นบัญชีประเภทไหน โดยปกติการซื้อ-ขายผ่านบัญชีเงินสดจะมีค่าธรรมเนียมสูงกว่าบัญชีแบบ Cash Balance

          – ขึ้นอยู่กับช่องทางซื้อ-ขาย หากเลือกซื้อ-ขายเองผ่านอินเทอร์เน็ต จะมีค่าธรรมเนียมถูกกว่าการซื้อ-ขายผ่านเจ้าหน้าที่การตลาด หรือ Marketing เรียกสั้น ๆ ว่า มาร์

  1. ค่าธรรมเนียมตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET Trading Fee) เรียกเก็บอัตรา 0.005% ของมูลค่าการซื้อ-ขายต่อวัน
  2. ค่าธรรมเนียมชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ฯ (Clearing Fee) ที่สำนักหักบัญชี เรียกเก็บอัตรา 0.001% ของมูลค่าการซื้อ-ขายต่อวัน
  3. ค่าธรรมเนียมการกำกับดูแล (Regulatory Fee) ที่สำนักงาน ก.ล.ต. เรียกเก็บ ที่อัตรา 0.001%
  4. ค่าธรรมเนียมธนาคาร ATS (Bank Fee) ที่ธนาคารเรียกเก็บ อัตรา 14 บาท กรณีเลือกตัดเงินจากบัญชีธนาคารโดยอัตโนมัติ
  5. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% โดยคิดจากค่าธรรมเนียมซื้อ-ขายหุ้นที่จ่ายให้กับโบรกเกอร์และจ่ายให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ เท่านั้น

มาถึงตรงนี้ใครที่เข้าใจว่าการเล่นหุ้น มีแต่ได้ผลกำไรอาจจะต้องคิดใหม่ ให้คิดเสียว่าการ เล่นหุ้น ก็เหมือนการลงทุนอย่างหนึ่ง เหมือนการพนัน มีได้และมีเสีย

ทุกครั้งที่ได้ยินคนรอบ ๆ ตัว เพื่อนสนิทมิตรสหายหลาย ๆ ท่าน เริ่มพูดคุยกันว่า “อยากจะเริ่มต้นเล่นหุ้น” ทีไร บอกตรง ๆ ว่าใจสั่นขึ้นมาทุกที เพราะใจหนึ่งก็รู้สึกดีใจที่คนหลายคนสนใจเรื่องการลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้กับตัวเอง แต่อีกใจหนึ่งกลับรู้สึกหวั่น ๆ เพราะทุกครั้งที่เป็นแบบนี้ นั่นแปลว่าจะมี “มือใหม่” หลายๆ คนที่ขาดทุนจนเข็ดและขยาดตลาดหุ้นกันไปเลย ใครหลายคนมักจะตั้งคำถามว่า ถ้าอยากจะเล่นหุ้นต้องมีอะไรบ้าง คำตอบสั้น ๆ ง่าย ๆ คือ ต้องมี “เงิน” เป็นอันดับแรก แต่สิ่งที่สำคัญกว่าเงินที่เรามี นั่นคือ “ความรู้และความเข้าใจที่ถูกวิธีในการลงทุน” ต่างหาก

วิธีการลงทุนที่ดีที่สุด คือ “ไม่ขาดทุน” หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่า ถ้าเล่นหุ้นแล้วไม่หวังกำไรจะเล่นไปทำไมใช่ไหม แต่ความหวังที่อยากจะได้กำไรสูงๆ นั่นแหละ ทำให้เราทุกคนเกิดความโลภในการลงทุน จนบางครั้งมองข้ามสิ่งสำคัญหลายๆ อย่างไป ดังนั้นในการตัดสินใจซื้อหุ้นทุกครั้ง เราต้องถามตัวเองย้ำ ๆ ว่า เราจะลดความเสี่ยงในการขาดทุนให้ต่ำที่สุดได้อย่างไร อย่าลืม ศึกษาข้อมูลให้ดี ดูความเสี่ยงให้เหมาะสม ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ เพราะเราต้องถือหุ้นตัวนี้ไปอีกนานแสนนาน ทั้งนี้การเล่นหุ้น หรือลงทุนในหุ้น มีอยู่หลายสไตล์ ขึ้นอยู่กับแนวคิดและความถนัดของตัวเองว่าชอบสายไหน มีเวลาเฝ้าจอแค่ไหน ซึ่งสไตล์การเล่นหุ้นที่ได้รับความนิยม วันนี้ที่เราจะมาแนะนำ การเล่นหุ้นแบบ VI (Value Investor) และ การเล่นหุ้นแบบ การเล่นหุ้นแบบ Day Trade

  • การเล่นหุ้นแบบ VI (Value Investor) คือ การลงทุนในหุ้นที่มีความมั่นคงในระยะยาว หรือเป็นนักลงทุนหุ้นคุณค่า โดยเน้นลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานดี วิเคราะห์งบ ดูพื้นฐานบริษัทเพื่อประเมินมูลค่าของกิจการนั้นว่ามีแนวโน้มเติบโตได้อีกเรื่อย ๆ ในอนาคต หุ้นประเภทนี้ราคาจะค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นไป ไม่เหวี่ยงขึ้น-ลงแรง ดังนั้น นักลงทุนสาย VI จึงต้องถือหุ้นไว้นาน ๆ เน้นเก็บเงินปันผล เพื่อหวังผลตอบแทนในระยะยาว ยกเว้นมีเหตุให้ปัจจัยพื้นฐานของกิจการเปลี่ยนแปลง หรือดูแนวโน้มอนาคตไม่สดใส ก็อาจขายออกมาแล้วเปลี่ยนไปลงทุนในหุ้น VI ตัวอื่นแทน ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เลือกเล่นหุ้น กลุ่มนี้มันจะเป็นกลุ่มนักลงทุนที่มองระยะยาว (มากกว่า 1 ปีขึ้นไป) เมื่อจะถือหุ้นระยะยาวก็ทำให้นักลงทุนกลุ่มนี้ต้องดูที่พื้นฐานของหุ้นเป็นหลัก (Fundamental) และบางคนก็เลือกที่จะทยอยเข้าซื้อหุ้นแบบ DCA หรือ Dollar Cost Average หรือการเข้าซื้อหุ้นจำนวนเท่ากันทุกเดือนเพื่อให้ได้ราคาหุ้นที่ถัวเฉลี่ยกันไป หากจะมองย่อยลงไปในนักลงทุนสายนี้อาจจะเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มที่มีการจ่ายเงินปันผล หรือ หุ้นที่จะเติบโตในระยะยาว
  • การเล่นหุ้นแบบ Day Trade คือการเล่นหุ้นในระยะสั้น คือ ซื้อมา ขายไป ภายในวันเดียว ไม่ถือหุ้นข้ามวัน เป็นสไตล์การลงทุนแบบเก็งกำไรที่มีความเสี่ยงสูง เพราะราคาหุ้นมักผันผวนเร็ว สาย Day Trade จึงต้องมีความรู้เชิงเทคนิคอย่างเชี่ยวชาญจึงสามารถวิเคราะห์ได้ว่าควรเข้าซื้อเมื่อราคาเท่าไร และขายที่ราคาเท่าไร รวมทั้งรู้จักตั้งจุด Stop Loss เพื่อตัดขาดทุน 

 

เล่นหุ้น

 

รวมคำศัพท์ที่ควรรู้สำหรับมือใหม่เริ่มต้นเล่นหุ้น

หุ้น IPO ย่อมาจาก Initial Public Offering คือ การเสนอขายหุ้นใหม่ให้ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก โดยหากบริษัทต้องการเงินทุนเพื่อขยายกิจการ และกระจายการถือครองหุ้นให้ประชาชนทั่วไป ก็สามารถนำหุ้นของตนออกเสนอขายได้ ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ที่รับเป็นผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ (underwriters) ซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. และต้องจัดทำหนังสือชี้ชวนตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ล.ต. กำหนดไว้

ATO At the Open (ATO) คือ ราคาตอนเปิดตลาด ในช่วง pre open ทั้งเช้าและบ่าย หมายความว่า หากเราต้องการซื้อ-ขายหุ้นตัวนั้น ณ ราคาเปิดตลาดทันที ต้องส่งคำสั่งด้วยราคา ATO (ไม่ต้องพิมพ์ราคาในช่อง price) จะทำให้สามารถซื้อ-ขายได้ตามจำนวนที่ต้องการที่ราคาเปิด

ATC At the Close (ATC) คือ ราคาตอนปิดตลาด หากส่งคำสั่งด้วยราคา ATC ก็จะซื้อ-ขายหุ้นตัวนั้นได้ในราคาปิดตลาด

การเริ่มต้นเล่นหุ้น เพื่อน ๆ ควรศึกษาคำศัพท์เหล่านี้และนอกจากนี้ไว้อย่างถี่ถ้วน เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดหรือป้องกันความเข้าใจผิดในขณะซื้อ- ขาย หุ้นซึ่งควรทำด้วยความรอบคอบ

 

สรุป

และนี่ก็คือภาพรวมของการ เล่นหุ้น ซึ่งไม่ยากอย่างที่คิด ขั้นต่อไปก็ถึงเวลาเติมความรู้ให้ตัวเองมากขึ้น ติดตามข่าวสารทั้งในและต่างประเทศ ทั้งเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่อาจมากระทบต่อตลาดหุ้นในบ้านเราได้ ที่กล่าวมาทั้งหมดลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ ตลาดหุ้นไม่ได้น่ากลัว โหดร้ายอย่างที่คิด แต่ถ้ามัวแต่คิดไม่ลงมือทำ เรียนรู้อย่างจริงจังและเข้าใจ การเล่นหุ้นก็ยังเป็นเรื่องที่น่ากลัวและโหดร้ายสำหรับมือใหม่ที่เข้ามาหวังรวยอย่างเดียว โดยไม่มีความรู้อะไรเลย อย่าลืมว่า… คุณกำลังเล่นกับไฟ หากอยากเป็นผู้ชนะก็ ต้องหมั่นฝึกฝน มีวินัย ไม่โลภ และยอมรับว่ามีโอกาสขาดทุนสูงกว่ากำไรมากทีเดียว